วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประโยชน์ของการกินเจ

ประโยชน์ของการกินเจในมุมมองของแพทย์แผนปัจจุบันและแผนโบราณ

  1. ให้พลังเย็น โดยได้รับพลังงานจากฟรุกโตส ซึ่งมีในผัก ผลไม้ เป็นพลังที่ไม่ทำร้ายร่างกาย 
  2. ช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้าง เพราะกากใยในพืช ผัก ผลไม้ ช่วยระบบการย่อยและระบบขับถ่าย ทำให้ไม่เป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ รวมถึงโรคที่เกิดจากระบบขับถ่ายผิดปกติต่างๆ เช่น โรคริดสีดวงทวาร 
  3. หากรับประทานประจำจะช่วยฟอกโลหิตในร่างกายให้สะอาด เซลล์ต่างๆ ในร่างกายจะเสื่อมช้าลง ทำให้ผิวพรรณผ่องใส มีอายุยืนยาว สายตาดี แววตาสดใส ร่างกายแข็งแรงมีความต้านทานโรค มีความคล่องตัว รู้สึกเบาสบายไม่อึดอัด 
  4. ทำให้ปราศจากโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคตับ โรคลำไส้ โรคเก๊าต์ ฯลฯ เพราะได้รับอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์ ซึ่งไม่เป็นสาเหตุ และยังช่วยป้องกันโรคเหล่านี้ 
  5. อวัยวะหลักของร่างกาย และอวัยวะเสริมทั้ง 5 ทำงานได้อย่างเต็มสมรรถภาพ อวัยวะหลัก ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด อวัยวะเสริมทั้ง 5 ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี 
  6. ผู้ที่กินเจจะมีร่างกายที่สามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้สูงกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งได้แก่ ยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีที่เป็นอันตรายอื่นๆ มลภาวะที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ทั้งจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งมีปะปนอยู่ในอากาศ รวมถึงแหล่งอาหารและน้ำดื่ม 

จะเห็นได้ว่าในทางการแพทย์นั้น การกินเจมีประโยชน์ในการรักษา ที่สามารถพิสูจน์และมองเห็นได้ชัดเจนกว่าประโยชน์ในทางศาสนา แม้ว่าการปฏิบัติจะไม่เคร่งครัดเท่ากับความต้องการประโยชน์ทางด้านศาสนา

เลือกกินผักให้ถูกหลักกับการกินเจ

หากต้องการกินเจให้ถูกหลัก เราควรรับประทานผักผลไม้ต่าง ๆ ให้ครบ 5 สีในแต่ละวัน ตามสีของแต่ละธาตุทั้ง 5 ดังนี้

1. สีแดง แดงส้ม แสด ชมพู เช่น มะเขือเทศ แครอท พริกสุก มะละกอ แตงโม ฯลฯ ถือเป็นสัญลักษณ์ของธาตุไฟ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนเกิน ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารรสขม ที่จะไปทำอันตรายต่อระบบการไหลเวียนของโลหิต 

2. สีดำ น้ำเงิน หรือ ม่วง เช่น ถั่วดำ เผือก มะเขือม่วง เห็ดหูหนู ลูกหว้า องุ่น เป็นสัญลักษณ์ของธาตุน้ำ มีประโยชน์ต่อไต ส่วนผู้ที่มีปัญหาเรื่องไต ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเค็ม 

3. สีเหลือง ทั้งเหลืองแก่ และเหลืองอ่อน เช่น ฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วง ข้าวโพด กล้วย ทุเรียน เป็นสัญลักษณ์ของธาตุดิน มีประโยชน์ในการบำรุงม้าม แต่ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารรสหวาน 

4. สีเขียว ทั้งสีเขียวเข้ม สีเขียวอ่อน เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ฝรั่ง ถั่วฝักยาว ถือเป็นสัญลักษณ์ของธาตุไม้ หากรับประทานมาก ๆ จะช่วยบำรุงตับ ส่วนผู้ที่มีปัญหาเรื่องตับ ควรงดทานอาหารรสเปรี้ยว 

5. สีขาว เช่น ลูกเดือย ผักกาดขาว มะพร้าว น้อยหน่า ถือเป็นสัญลักษณ์ของธาตุโลหะ มีประโยชน์ต่อปอด สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องปอด ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเผ็ด 

อย่างไรก็ตาม ผู้ทานอาหารเจ ควรทานอาหารให้ครบทั้ง 5 สี ตามธาตุทั้ง 5 โดยสลับกันไปในแต่ละวัน เพื่อให้ได้สารอาหาร และคุณค่าที่ครบถ้วน

ผักต้องห้ามในเทศกาลกินเจ

การกินเจก็คล้ายกับการกินอาหารมังสวิรัติ คือการงดกินเนื้อสัตว์ เน้นกินผักเป็นหลัก แต่การกินเจมีข้อห้ามปลีกย่อยเพิ่มเติมมาอีก คือ ห้ามรับประทานผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ เนื่องจากผักเหล่านี้มีกลิ่นฉุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ และยังมีพิษทำลายพลังธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย ส่งผลให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ ดังนี้
  1. กระเทียม ทั้งหัวกระเทียม ต้นกระเทียม ส่งผลกระทบต่อธาตุไฟของร่างกาย แม้ว่ากระเทียมจะมีสารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล แต่กระเทียมมีความระคายเคืองสูง อาจไปทำลายการทำงานของหัวใจได้ ผู้เป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือโรคตับ ไม่ควรรับประทานมาก 

  2. หัวหอม รวมไปถึงต้นหอม ใบหอม หอมแดง หอมขาว หอมหัวใหญ่ ซึ่งตามหลักการแพทย์โบราณของจีนเชื่อว่า หัวหอม จะกระทบกระเทือนต่อธาตุน้ำในร่างกาย และไปทำลายการทำงานของไตได้ แม้ว่าหอมแดง จะมีฤทธิ์ช่วยขับลม แก้ท้องอืด แก้ปวดประจำเดือน แต่ไม่ควรบริโภคมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้ง่าย รวมทั้งนัยน์ตาพร่ามัว มีกลิ่นตัว 

  3. หลักเกียว หรือที่รู้จักว่า กระเทียมโทนจีน ลักษณะคล้ายหัวกระเทียมที่พบเห็นทั่วไป แต่จะมีขนาดเล็กและยาวกว่า ในทางการแพทย์ของจีนเชื่อว่า หลักเกียว ส่งผลกระทบกระเทือนต่อธาตุดินในร่างกาย และไปทำลายการทำงานของม้าม 

  4. กุยช่าย เชื่อกันว่า กุยช่าย จะไปกระทบกระเทือนต่อธาตุไม้ในร่างกาย และทำลายการทำงานของตับ 

  5. ใบยาสูบ ไม่ว่าจะเป็นยาเส้น บุหรี่ ของเสพติดมึนเมา อะไรต่าง ๆ จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อธาตุโลหะในร่างกาย และการทำงานของปอด 

     

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคความดันโลหิตสูง

 วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคความดันโลหิตสูง

  • งดอาหารประเภทดองเค็ม เช่น ปลาเค็ม ไข่เค็ม ผัก ผลไม้ดองเค็มทุกชนิด
  • ลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือมาก เช่น กะปิ เต้าเจี้ยว ไตปลา ปลาร้า เต้าหู้ยี้
  • งดสิงปรุงแต่งจำพวกซุปก้อน ซุปผง รวมทั้งผงชูรสต่างๆ หรือผงปรุงรสที่ใส่มาในซองบะหมี่สำเร็จรูป
  • เมื่อปรุงอาหารด้วยเกลือ น้ำปลา ซอสที่มีรสเค็ม ควรใส่ปริมาณน้อยๆ

วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง

วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง

  • รับประทานอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเชื้อรา เช่น ถั่วลิสง ข้าวสาร หัวหอม พริกแห้ง มะละกอสุก (ผิวเน่า) ถ้าพบว่ามีราสีดำให้ทิ้งได้ทันที
  • รับประทานผัก ผลไม้ ที่สด สะอาด และปลอดสารพิษ จะช่วยให้ร่างกายได้รับใยอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ
  • งด หรือ ลด อาหารปิ้งย่าง ทอด ด้วยไฟแรงจนมีควัน และอาหารไหม้เกรียม เช่น หมูย่าง ไก่ย่าง
  • งด หรือ ลด อาหารเนื้อสัตว์ที่ใส่ดินประสิว เช่น แหนมเนื้อ หรือ ปลาแดดเดียว แฮม เบคอน ไส้กรอก กุนเชียง
  • หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์หมัก เช่น กะปิ ปลาร้า หอยดอง หากจะรับประทานต้องใช้ความร้อนทำให้สุกก่อน
  • หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัดและมันจัด
  • ระวังอย่าให้ท้องผูก 
  • งดสูบบุหรี่ 
  • ทำจิตใจให้สบายคลายความเครียด



วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคกระดูกโปร่งบาง

วิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคกระดูกโปร่งบาง
 
  • เริ่มดื่มนมและออกกำลังกายตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น ตลอดไปจนถึงวัยสูงอายุ
  • รับประทานอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ
  • ออกกำลังกายกลางแจ้งด้วยวิธีที่กระดูกรับน้ำหนัก เช่น การเดินเป็นประจำสม่ำเสมอ

จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติตนในด้านการบริโภคเพื่อป้องกันโรคความเสื่อมในวัยผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิต กระดูกโปร่งบางและมะเร็ง คือการเลือกอาหารหลัก 5 หมู่ ให้ดีที่สุด ประกอบกับจิตสำนึกในการบริโภคเพื่อป้องกันโรค ควรเริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันนี้และตลอดไป อย่ารอให้โรคความจำเสื่อมมาเยือน อาจสายเกินไป เราสามารถชะลอและป้องกันมิให้เกิดโรคได้

กินอย่างไรให้ห่างไกลโรคในวัยทอง

การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีต้องอาศัยความรู้เรื่องคุณค่าของอาหาร ประกอบกับการมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากกว่ารับประทานตามใจปาก

หลักปฏิบัติในการเลือกอาหาร
  • เลือกอาหารที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางโภชนาการดี
  • เลือกอาหารที่ประหยัด คือ อาหารหาง่ายตามท้องถิ่น หรือมีตามฤดูกาล
  • เลือกอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษทั้งปวง เช่น หลีกเลี่ยงอาหารแต่งกลิ่น สีสังเคราะห์ เป็นต้น
  • เลือกอาหารให้มีความหลากหลาย ไม่จำเจ
ข้าว ควรเป็นข้าวที่ไม่ขัดขาว ซึ่งจะได้รับใยอาหารและวิตามินที่ป้องกันโรคเหน็บชามากกว่าข้าวขาว

เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อปลา ควรบริโภคทั้งปลาน้ำจืดที่หาง่ายในท้องถิ่น และปลาทะเลซึ่งอุดมด้วยไอโอดีนเพื่อป้องกันคอพอก และปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาทู ปลาโอ ปลาซะบะ ซึ่งมีกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือด พร้อมกับบริโภคเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ไม่มีมัน เช่น สันในไก่ สันในหมู

นม เมื่อเข้าสู่วัยทองแม้เกลือแร่จะออกจากกระดูกไปบ้างตามธรรมชาติ แต่กระดูกก็ยังมีเกลือแร่และความหนาแน่นพอที่จะป้องกันไม่ให้กระดูกแตกหักง่าย ขณะเดียวกันก็ต้องดื่มนมเพื่อรักษาความหนาแน่นของกระดูก

ถั่ว ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วเขียวมีใยอาหารมาก หญิงวัยหมดประจำเดือน ควรดื่มนมถั่วเหลือง วันละ 1-2 แก้ว เพราะนมถั่วเหลืองมีสสารช่วยละโคเลสเตอรอลและชะลอการเกิดโรคกระดูกโปร่งบางในวัยสูงอายุ

ไขมัน เลือกไขมันที่ดีที่สุด ประหยัดที่สุด คือ น้ำมันถั่วเหลือง ผสม น้ำมันรำข้าว 1:1 ในการประกอบอาหาร เพื่อป้องกันโรคไขมันในเลือดสูง อันจะนำไปสู่ภาวะหัวใจหรือสมองขาดเลือด ควรงดอาหารที่ทอดอมน้ำมัน แกงกะทิ ไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์ติดมัน หมูสามชั้น เนย เนยเทียม

ผัก เลือกผักจำพวกใบและมีสีเขียวเข้ม เช่น ใบ ตำลึง ผักกาด กวางตุ้ง คะน้ำ ผักจำพวกผล หัว สีแสดเข้ม มีเบต้าแคโรทีนสูง เช่น มะเขือเทศสุก แครอท

ผลไม้ ได้รับวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร การรับประทานผลไม้จะได้ประโยชน์มากกว่าการดื่มน้ำผลไม้ เพราะได้รับใยอาหารไปด้วยในคราวเดียวกัน

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

เคล็ดลับการทำอาหาร 3

วิธีเก็บหอมหัวใหญ่ไว้ใช้ได้นาน ๆ 
หอมหัวใหญ่พอเก็บไว้นานเกิน มักจะแตกราก แทงใบออกมาเป็นต้นอยู่บ่อย ๆ วิธีเก็บหอมหัวใหญ่ ไว้ให้ใช้ได้นานๆ ลองใส่หัวหอมใหญ่ในถุงกระดาษสีน้ำตาล พับปิดปากถุง ใส่ไว้ในช่องแช่ผัก หัวหอมใหญ่จะอยู่ได้นานขึ้นค่ะ

เก็บน้ำมะนาวไว้ใช้นานๆ
พอซื้อมะนาวมาเยอะๆ แต่ถ้าไม่ได้เก็บไว้ในตู้เย็นก็แข็งจนไม่มีน้ำ แนะนำให้ลองวิธีการนี้ นั่นคือคั้นเป็นน้ำมะนาวเอาไว้ ใส่กล่องเก็บอาหารใบเล็กๆ แช่ในช่องแช่แข็ง จนมะนาวกลายเป็นก้อนน้ำแข็งมะนาว เก็บไว้เมื่อจะใช้ค่อยเอามาละลาย ก็ยังเปรี้ยวได้เหมือนเดิมค่ะ

ขจัดกลิ่นสะตอหลังรับประทานอาหาร 
รับประทานสะตอทีไร กลิ่นตามมาอร่อยติดปากทั้งวัน เผลอๆก็ข้ามวัน เคล็ดลับในการดับกลิ่นสะตอได้ง่ายๆ ลองรับประทานมะเขือเปราะตบท้าย จะช่วยลดกลิ่นสะตอได้ค่ะ

วิธีทอดอาหารไม่ให้น้ำมันกระเด็น
ปัญหาของการกระเด็นของน้ำมัน อยู่ที่สิ่งที่จะนำลงทอดยังไม่สะเด็ดน้ำ หากพักจนสะเด็ดน้ำ น้ำมันก็จะไม่กระเด็น แต่หากไม่อาจทำให้สิ่งที่ทอดสะเด็ดน้ำได้ วิธีลดการกระเด็นของน้ำมัน ทำได้โดยใช้เกลือป่นคลุกหรือทาบนสิ่งที่ต้องการจะทอด หรือใช้แป้งสาลีโรยลงบนกระทะก่อนที่จะใส่น้ำมันลงไปทอด ก็จะช่วยลดการกระเด็นของน้ำมันลงได้บ้างค่ะ

วิธีล้างตะแกรงปิ้งย่างอย่างง่าย
หลังปิ้งย่างเสร็จ มักจะมีเศษคราบอาหารไหม้ติดอยู่บนตะแกรง ยิ่งย่างมากก็ยิ่งล้างยาก เคล็ดลับให้ล้างง่ายก็คือ หลังใช้ให้ทิ้งตะแกรงไว้ให้เย็นก่อน จากนั้นผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำอุ่นใส่ในถุงขนาดใหญ่ นำตะแกรงใส่ลงแช่ในถุง ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมงคราบอาหารก็จะอ่อนตัว เพียงเขย่าถุงและนำตะแกรงออกมาล้างอีกครั้ง ก็จะได้ตะแกรงสะอาดเอี่ยมไว้ใช้ในคราวต่อไป ที่สำคัญอย่าเก็บตะแกรง ที่ใช้แล้วโดยไม่ได้ล้างเป็นอันขาด เพราะคราบสกปรกจะติดแน่นจนล้างไม่ออกเลยล่ะค่ะ

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

เมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยฟอกไต

จากบทความที่แล้ว ผู้อ่านคงรู้แล้วว่าอาหารประเภทใดเหมาะกับผู้ป่วยที่กำลังฟอกไต อาหารประเภทใดไม่เหมาะ และอาหารประเภทใดที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างมาก แต่อาจจะคิดว่า เอ๊ะ แล้วฉันจะจัดเมนูอาหารอย่างไรให้อร่อย ถูกหลักโภชนาการ และเหมาะสมกับผู้ป่วยฟอกไต วันนี้ผู้เขียนมีตัวอย่างอาหารมาให้เพื่อนๆ ได้ลองทำกัน

กลุ่มอาหารที่ผู้ป่วยฟอกไตควรเลือกรับประทาน
กลุ่มที่ 1 ข้าวสวย ข้าวต้มขาว ข้าวเหนียว ขนมปังขาว ซีเรียล แครกเกอร์
กลุ่มที่ 2 ข้าวต้มหมู ไก่ ปลา กุ้ง หรือโจ๊กหมู ไก่ ปลา กุ้ง
กลุ่มที่ 3 ผัดผักกับหมู / ไก่ / ปลา / กุ้ง เช่น

อาหารสำหรับผู้ป่วยฟอกไต

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยไตเทียม (Hemodialysis) เพื่อลดการคั่งของของเสียและน้ำ ช่วยให้ผู้เป็นโรคไตเรื้อรังมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ในการรักษาทดแทนไตด้วยการฟอกเลือด จะมีการสูญเสียสารอาหารโปรตีน วิตามิน เกลือแร่หลายชนิดไปในการฟอกเลือด เป็นสาเหตุสำคัญให้ผู้ป่วยเกิดการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีน หากรุนแรงอาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ ผู้ป่วยโรคไตจึงต้องเรียนรู้วิธีการเลือกอาหารรับประทานให้เหมาะสม เพื่อการมีสุขภาพดีและลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่อาจเกิดขึ้น

ผู้ป่วยที่ฟอกเลือดด้วยไตเทียมจึงต้องรับประทานเนื้อหมู ไก่ กุ้ง ปลา และไข่ขาวให้เพียงพอ เพราะนอกจากใช้ในการเสริมสร้างร่างกายแล้ว ยังต้องชดเชยส่วนที่สูญเสียไปในการฟอกเลือดแต่ละครั้งอีกด้วย ผู้เป็นโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยไตเทียม ควรเลือกรับประทานอาหารตามกลุ่มต่างๆ ดังนี้

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน ไม่ได้เป็นโรคแปลกใหม่สำหรับคนไทย เป็นโรคที่พบมานานแล้ว เป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารอย่างผิดปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ หลอดอาหารส่วนปลายมีการคลายตัวอย่างผิดปกติ ความดันของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารต่ำกว่าปกติ หรือเกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร รวมถึงพันธุกรรมอีกด้วย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเป็นโรคนี้ เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่หันไปใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก ตื่นเช้ามาก็เร่งรีบไปทำงาน ไม่ค่อยกินข้าว กินแต่กาแฟ แถมยังชอบกินอาหารเย็นหนักๆ แล้วก็นอน อาหารจึงยังตกค้างอยู่ในกระเพาะ ร่างกายต้องหลั่งกรดออกมาย่อยอาหารที่ยังตกค้างอยู่ ประกอบกับท่านอนไม่ถูกต้อง หัวเสมอหรือต่ำกว่าลำตัว ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาที่ลำคอ เกิดอาการแสบระคายเคืองขึ้นมาบนคอ

ลักษณะของโรค มักเรื้อรังหรือเป็นหายๆ และถ้าปล่อยให้หลอดอาหารส่วนปลายระคายเคืองไปนานๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหาร ซึ่งนำไปสู่มะเร็งหลอดอาหารได้ในที่สุด

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

8 โรคยอดฮิตสำหรับคนทำงาน

โรคยอดฮิตสำหรับคนทำงาน มีอยู่ด้วยกัน 8 โรค ซึ่งเราจะทราบอาการได้จากสัญญาณเตือนของแต่ละโรคและควรพบแพทย์เพื่อรักษาดังนี้

1. โรคความดันโลหิตสูง จะเริ่มมีเสียงดังหวิว ๆ หรือหึ่ง ๆ ในหูหรือได้ยินเสียงชีพจรในศีรษะตัวเอง เวียนศีรษะ โดยเฉพาะตอนเปลี่ยนอิริยาบถ มีอาการใจสั่นบ่อย หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ขาบวม หงุดหงิด เหนื่อยและเพลียง่าย

2. โรคหลอดเลือดสมอง ไม่มีสัญญาณเตือน โดยเกิดจากภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะมีการอุดตันของเส้นเลือดที่นำอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนต่าง ๆ ส่งผลให้สมองเสียหายทำงานไม่ได้

3. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของไทย หากใครที่มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับหรือจุกแน่นลึก ๆ บริเวณใต้กระดูกหน้าอกหรือหน้าอกซ้าย ซึ่งมักเกิดขณะเดินเร็ว ยกของหนักหรือวิ่งหรือเมื่อรู้สึกเครียด

4. โรคกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่อาการเตือนจะรู้สึกปวดท้องเมื่อกินอาหารเข้าไปประมาณ 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมงหรือบางครั้งรับประทานอาหารก็จะรู้สึกปวดท้องทันทีทันใด โดยจะเป็นก่อนหรือหลังรับประทานอาหารก็ได้รวมทั้งมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยด้วย

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สมุนไพรดูแลผิวพรรณหน้าหนาว

สาวๆ หลายคนอาจจะมีปัญหาในการดูแลผิวพรรณให้สดชื่่น ไม่แตก ไม่ย่น ไม่คัน ในหน้าหนาว ต้องเสียเงินซื้อครีมบำรุงผิวมาชะโลมผิวกายกันมากมาย แต่วันนี้เรามีสมุนไพรพื้นบ้าน หาซื้้อง่าย ราคาไม่แพง มาฝากกันค่ะ
  • น้ำมันงา นำงาดิบประมาณ 1 ถ้วย โขลกให้ละเอียด บีบเอาน้ำมันจากงาเก็บไว้ในขวด ทาผิวตอนเช้าและก่อนนอน น้ำมันงาจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและคัน 
  • ขมิ้นชัน มีสรรพคุณช่วยลดอาการคันและช่วยลดอาการผดผื่นตามผิวหนัง เพียงนำขมิ้นชันสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นำมาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า-เย็น แต่อาจจะมีสีของขมิ้นติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ 
  • ผิวมะกรูด น้ำมันที่ผิวของมะนาวและมะกรูด จะช่วยเคลือบผิว ให้ชุ่มชื้น ลดอาการคัน ลดการอักเสบ โดยนำมะนาวที่ใช้แล้ว ส่วนบริเวณผิวด้านนอกของมะนาว มาทาผิวบริเวณที่แห้งคัน เช้า-เย็น ก็จะช่วยลดอาการคันได้

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ไก่ตุ๋นฟักมะนาวดอง


อาหารง่ายๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหน้าหนาว ซดน้ำแกงร้อนๆ ช่วยทำให้ชุ่มคอ และยังละลายเสมหะได้อีกด้วยค่ะ

ส่วนผสม
  • ฟักเขียว 1 ลูกเล็ก
  • เห็ดหอมแห้ง 4-5 ดอก
  • น่องไก่ หรือปีกบนไก่ 500 กรัม
  • รากผักชีทุบ 5 ราก
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมไทยปอกเปลือกทุบพอแตก 7 กลีบ

วิธีทำ
  • ปอกเปลือกฟักเขียว ผ่าครึ่ง ควักไส้ทิ้ง หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม
  • เห็ดหอมแห้งแช่น้ำให้นิ่ม ตัดก้านทิ้ง ถ้าดอกใหญ่แบ่ง 4 ส่วน
  • นำน่องไก่ น้ำเปล่า น้ำมะนาวดอง รากผักชี กระเทียม ใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟแรง 
  • รอจนเดือดแล้วเปิดฝาหม้อ ลดไฟลง ใส่เห็ดหอม ต้มต่อ
  • พอฟักเขียวสุกใส และน่องไก่เปื่อยดีแล้ว ใส่มะนาวดอง ต้มต่อสักครู่ระวังอย่าให้มะนาวแตกเพราะจะทำให้น้ำแกงขม
  • ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว และผงปรุงรส ชิมรสตามชอบ อาจจะตัดรสเค็มเปรี้ยวด้วยน้ำตาลทรายนิดหน่อย เพื่อให้รสกลมกล่อม
  • ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย โรยด้วยผักชีเล็กน้อย จะทำให้น้ำแกงหอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น


วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การบริหารนิ้วมือเพื่อบรรเทาโรค

บริหารนิ้วเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

ท่าที่ 1 Gyan Mudra

ให้ปลายนิ้วชี้ประกบปลายนิ้วหัวแม่มือ
ช่วยให้สมองทำงานดี ความจำดี 







ท่าที่ 2  Prithvi Mudra

ให้ปลายนิ้วนาง ประกบปลายนิ้วหัวแม่มือ
ทำให้ ผิวดี เพิ่มความแข็งแกร่ง ให้คนที่อ่อนเพลีย



วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อาหารหน้าหนาว

สำหรับ การรับประทานอาหารในช่วงฤดูหนาวเราควรเลือกรับประทานอาหารที่ร้อนและปรุง เสร็จใหม่ๆ ควรมีรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อย และรสเผ็ด เช่น แกงส้มดอกแค แกงขี้เหล็ก แกงป่า สะเดาน้ำปลาหวาน และน้ำพริก เพราะธรรมชาติจะปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพรในฤดูต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน ในฤดูหนาว มักจะมีสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น สะเดา ดอกแค ขี้เหล็ก

สะเดา มีรสขม เมื่อกินแล้วจะช่วยแก้ไข้ ทำให้เจริญอาหาร
ขี้เหล็ก มีสรรพคุณช่วยระบาย
ดอกแค แก้ไข้หัวลม

เราควรเลือกรับประทานผักพื้นบ้านที่มีอยู่ตามฤดูกาล ส่วนการเลือกเครื่องดื่มในช่วงหน้าหนาวนี้ ควรจะเป็นเครื่องดื่มร้อนๆ เช่น น้ำขิง ชาสมุนไพร เพื่อช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด ซึ่งป้องกันการเป็นหวัดในช่วงนี้ได้อีกทางหนึ่งด้วย

อาบน้ำสมุนไพรหน้าหนาว

การอาบน้ำอุ่นในฤดูหนาวจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เพราะในฤดูหนาว คนส่วนใหญ่มักจะเป็นหวัด คัดจมูก และคันตามผิวหนัง ซึ่งหากนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยลดอาการคันมาต้มอาบแทนน้ำเปล่า ก็จะช่วยบรรเทาอาการคันได้ดี

สมุนไพร ที่หาได้ง่าย ที่ควรนำมาต้มมีดังนี้

- ยอดผักบุ้ง จำนวน 5 ยอด ใช้รักษาอาการคัน
- ใบมะกรูด จำนวน 3-5 ใบ แก้วิงเวียน ช่วยให้หายใจสบาย
- ต้นตะไคร้ จำนวน 3 ต้น บำรุงธาตุไฟ
- หัวไพล จำนวน 2-3 หัว ลดอาการอักเสบ ปวด บวม
- ใบหนาด จำนวน 3-5 ใบ ช่วยบำรุง แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลือง
- หัวขมิ้นชัน จำนวน 2-3 หัว ช่วยสมานแผล แก้คันตามผิวหนัง
- การบูร จำนวน 15 กรัม ช่วยบำรุงหัวใจ
- หัวหอมแดง จำนวน 3-5 หัว แก้หวัดคัดจมูก

เพียงนำสมุนไพร ทั้งหมดมาต้มรวมกัน ผสมน้ำเย็นให้พออุ่น แล้วนำมาอาบ

สรรพคุณ
- ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต
- ลดอาการคันตามผิวหนัง
- ช่วยให้หายใจโล่ง

แค่นี้ก็จะรู้สึกสบายตัว ไม่ต้องกังวลกับฤดูหนาวแล้วค่ะ

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กินอาหารอะไรดีในช่วงน้ำท่วม

เภสัชกรหญิง (ภญ.) สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นำเสนอเมนูกล้วยตาก โดยนำกล้วยน้ำว้าไปชุบน้ำเกลือ แล้วตากแดดจัดๆ แค่ 3 วัน เก็บไว้กินได้เป็นเดือน สารอาหารในกล้วยตาก ถือเป็นสุดยอดอาหารในช่วงน้ำท่วม มีครบทุกหมู่ ที่สำคัญคือ กินกล้วยแล้วช่วยให้อารมณ์ดี คลายเครียด


ภญ.สุภาภรณ์ หรือหมอต้อม บอกว่าบะหมี่สำเร็จรูปก็สามารถปรุงแบบประยุกต์ เพื่อให้ครบคุณค่าทางอาหาร และสู้กับภาวะหลายอย่างที่รุมเร้าระหว่างน้ำท่วมได้


"ถ้ายังพอมีเวลา หรือยังสามารถลุยน้ำออกมาซื้อของได้ อยากจะแนะนำว่า ให้พยายามหาเครื่องเทศจำพวก หอม กระเทียม ขมิ้น ใบกะเพรา และพริกไทย มาเก็บไว้ในครัว กินกระเทียมทำให้จิตใจฮึกเหิม ต้านอาการซึมเศร้า ปรับสมดุลสภาพจิตใจ ขมิ้น หรือขมิ้นชัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ขับลม พริกไทย ช่วยปรับสมดุลระบบประสาท มีเส้นใย ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ หัวหอม ทั้งหอมแดงและหอมหัวใหญ่ ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า มีชีวิตชีวา คลายเครียด ลดอาการหดหู่


"เมนูประยุกต์ที่อยากแนะนำคือต้มบะหมี่สำเร็จรูปก็ลองใส่กระเทียมลงไปด้วยรสชาติจะดีขึ้นมาก เพิ่มความหอมมันให้บะหมี่และช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารขึ้นมากขึ้น ไข่และเนื้อสัตว์ก็ใส่ลงไป หรืออาจจะต้มบะหมี่แล้วใส่ขมิ้นชันลงไป ถ้าไม่มีขมิ้นสด ก็ใช้ขมิ้นชันแคปซูล แกะแคปซูลโรยผงขมิ้นชันลงไปกลายเป็นบะหมี่ต้มขมิ้น อร่อยดีนะ" ภญ.สุภาภรณ์บอก


คุณหมอต้อมบอกด้วยว่า อาหารที่มีรสเปรี้ยว จำพวกมะขาม มะม่วง มะนาว หรือกระทั่งน้ำส้มสายชู ถ้ามีก็ควรเติมลงไปในอาหารบางอย่างได้ เช่น ใส่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะรสเปรี้ยวช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า เพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้ชีวิต


"การกินแต่แป้งและน้ำตาลเพียงอย่างเดียว จะทำให้ก้าวร้าวแถมจิตใจหดหู่ การเติมเครื่องเทศจะช่วยปรับสมดุลร่างกาย ช่วยเพิ่มความต้านทานโรคที่อาจจะมากับน้ำท่วมบางโรคได้ดี" ภญ.สุภาภรณ์กล่าว


รู้แล้วว่ากินอย่างไรสู้น้ำท่วม ผู้ประสบภัยทั้งหลายพร้อมที่จะตั้งโต๊ะกินกันแล้วหรือยัง...

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 3 พ.ย. 2554

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อ่านค่าจากผลการตรวจเลือด

คนส่วนใหญ่เคยไปเจาะเลือดเพื่อตรวจร่างกายกันมาแล้วนะคะ แต่ผลของการตรวจเลือดนี่บอกอะไรเราได้บ้าง ลองดูค่าต่อไปนี้นะคะ เพื่อเราจะได้รักษาสุขภาพของเราให้ดียิ่งขึ้นค่ะ


A/G RATIO (Albumin/Globulin Ratio)
เป็นอัตราส่วนของโปรตีน 2 ชนิด คือ Albumin ต่อ Globulin ค่าที่ต่ำพบได้ในโรคที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต และการติดเชื้อ ถ้าสูงเกินไปไม่มีความสำคัญมากนัก
Range: 0.8 - 2.0

ALBUMIN
เป็นรูปแบบของโปรตีนส่วนใหญ่ที่พบในเลือด ถูกสร้างโดยตับจากกรดอะมิโนที่ได้รับจากอาหาร ค่าที่ต่ำแสดงถึง ภาวะขาดอาหาร ท้องเสีย ไข้ ติดเชื้อ โรคตับ ขาดสารอาหารประเภทเหล็ก
Range: 3.2 - 5.0 g/dl

ALKALINE PHOSPHATASE
เป็นสารเอ็นไซม์ที่สร้างจากตับและกระดูก ค่าสูงขึ้นเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะโรคของตับ หรือ กระดูก สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงมะเร็งได้ ค่าที่ต่ำกว่าปกติเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะขาดโปรตีน ขาดอาหาร ขาดวิตามิน  
Range: 20 - 125 U/L 

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

ออยพูลลิ่ง (Oil Pulling) คืออะไร

ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling) เป็นการบำบัดที่ทำได้ง่ายที่สุดแต่ก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดา การรักษาทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน สำหรับหลายๆคนมีความรู้สึกว่า แค่การอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปาก ไม่น่าจะช่วยรักษาโรคได้ อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่มันช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหรือเป็นตัวการปล่อยสารพิษให้ หมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู

ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ แบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคร้ายหรือปล่อยสารพิษแก่ร่างกายนั้น แต่ละเซลล์ของมันจะปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันซึ่งเป็น เรื่องธรรมดาของผิวเซลล์ (เซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันอยู่ไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันสองชนิดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน นี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง

เมื่อคุณ ใส่น้ำมันลงในปาก เนื้อเยื่อที่เป็นน้ำมันหรือไขมันของแบคทีเรียจะถูกน้ำมันดูดไว้ ขณะคุณเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปาก แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกของเหงือกและฟันหรือตามซอกของฟัน จะถูกดูดออกจากที่ซ่อนและติดแน่นอยูในส่วนผสมของน้ำมัน ยิ่งนานยิ่งมาก หลังจากผ่านไป 20 นาที ส่วนผสมของน้ำมันจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ คุณจึงควรบ้วนทิ้งไปมากกว่าที่จะกลืนมัน